Windows 10 Pro สำหรับ Workstations จุดเด่นและข้อสังเกต

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr +

ผมมีโอกาสได้ทดลองเล่น Windows 10 Pro สำหรับ Workstations ซึ่งไมโครซอฟท์เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2560 ที่ผ่านมา เลยนำข้อดี จุดเด่น และข้อสังเกต ต่างๆ มาแชร์ให้ได้ทราบกันครับ

Windows 10 Pro for Workstations คือ ?

ไมโครซอฟท์ให้นิยาม Windows 10 Pro สำหรับ Workstations ว่าเป็นรุ่นไฮ-เอ็นด์ของ Windows 10 ที่สนับสนุนฮาร์ดแวร์ระดับเกรดเซิร์ฟเวอร์ ที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจสำคัญและงานที่ต้องทำการคำนวณหนัก

ฟีเจอร์ใหม่ใน Windows 10 Pro for Workstations

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations ฟีเจอร์ขั้นสูงกว่ารุ่นปกติ หลายอย่าง ได้แก่

Resilient File System (ReFS)

Resilient File System หรือเรียกย่อว่า ReFS ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความยืดหยุ่นในการป้องกันความเสียหายของข้อมูลในระดับ Cloud สำหรับข้อมูลที่เก็บอยู่ใน storage spaces*  การแก้ไขข้อมูลที่เสียหายอัตโนมัติและอื่น ๆ และให้เหมาะสำหรับการจัดการปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่  ReFS ไม่ได้เป็นฟีเจอร์เฉพาะตัว Windows 10 Pro สำหรับ Workstations แต่มีให้ใช้ใน Windows 10 ทุกรุ่นย่อย

ReFS ช่วยปกป้องข้อมูลไม่ให้เสียหายโดยการใช้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่ storage spaces ทำมิเรอร์ไว้  เมื่อ ReFS ตรวจพบว่าข้อมูลเกิดความเสียหายมันจะใช้ข้อมูลที่สมบูรณ์ซึ่งทำมิเรอร์ไว้บนไดรฟ์อื่นมาทำการแก้ไขข้อมูลที่เสียหายอัตโนมัติ

ทั้งนี้ ReFS บน Windows 10 Pro สำหรับ Workstations นั้นต้องใช้งาบควบคู่กับ Storage Spaces ซึ่งแตกต่างกับ ReFS บน Windows Server 2016 ที่ไม่ต้องใช้คู่กับ Storage Spaces ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานบางด้านสูงกว่า เช่น เมื่อใช้ VM หลายตัวใน Hyper-V

ข้อสังเกต

ถึงแม้ ReFS จะเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์  แต่การที่จะใช้ประโยชน์จาก ReFS ได้อย่างแท้จริงนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีฮาร์ดไดรฟ์หลายตัว ที่สำคัญปัจจุบัน Windows 10 ยังไม่สามารถบูทระบบจาก ReFS ได้ จึงไม่มีทางที่จะทำการฟอร์แมตไดรฟ์ที่ติดตั้ง Windows (เรียกว่า System drive) เป็น ReFS ทำให้ ReFS ยังไม่สามารถแทนที่ NTFS ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Persistent Memory

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations สนับสนุนฮาร์ดแวร์ NVDIMM-N ซึ่งเป็นหน่วยความจำประเภท non-volatile ที่การเข้าถึงและเขียนข้อมูลได้รวดเร็วเหมือนกับ RAM ธรรมดา แต่ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน NVDIMM-N จะไม่หายไปเมื่อทำการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์

ฟีเจอร์นี้ทำให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลสำคัยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากข้อมูลไม่ได้จัดเก็บอยู่บนดิสก์ที่ทำงานช้ากว่า ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาทำการย้ายข้อมูลจากดิสก์ขึ้นบนหน่วยความจำและย้าจากหน่วยความจำลงดิสก์

ข้อสังเกต

ปัจจุบัน การใช้งานฮาร์ดแวร์ NVDIMM-N ในคอมพิวเตอร์ยังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากราคาฮาร์ดแวร์ NVDIMM-N แพงกว่า RAM ธรรมดามาก ทำให้การใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Persistent Memory จะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับไฮ-เอ็นต์ที่ราคาแพง(มาก)

Faster File Sharing

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations มีฟีเจอร์ SMB Direct ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่มีใช้บนฝั่ง Windows Server ฟีเจอร์ SMB Direct นี้ต้องการอะแดปเตอร์เครือข่ายที่สนับสนุน Remote Direct Memory Access (RDMA)

RDMA จะทำให้อะแดปเตอร์เครือข่ายทำงานที่ความเร็วเต็มที่ด้วย latency* ที่ต่ำมาก และใช้ซีพียูเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นประโยชน์กับแอปพลิเคชันที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมากที่แชร์อยู่บนเครือข่ายด้วย Windows เพราะสามารถทำการถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วขึ้น และไม่เกิดปัญหาความล่าช้า (Lag) และใช้งานซีพียูเพียงเล็อกน้อยในการถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยความเร็ว

เราสามารถตรวจสอบอะแดปเตอร์เครือข่ายว่าสนับสนุน SMB Direct หรือไม่ โดยใช้ PowerShell ดังนี้

คลิกขวาปุ่ม Start หรือกดปุ่ม Windows + X จากนั้นคลิก “PowerShell (Admin)” คลิก Yes บนหน้า User Account Control จากนั้นให้รัน “Get-SmbServerNetworkInterface” ที่พร้อมท์คำสั่ง บนหน้า PowerShell ให้ดูคอลัมน์ “RDMA Capable” ถ้าได้ผลเป็น True แสดงว่าอะแดปเตอร์เครือข่ายสนับสนุน RDMA แต่ถ้าได้ผลเป็น False แสดงว่าอะแดปเตอร์เครือข่ายไม่สนับสนุน RDMA

ข้อสังเกต

ถึง Faster File Sharing จะเป็นฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์แต่ก็เช่นเดียวกับฟีเจอร์อื่น ๆ นั้นคือ SMB Direct ต้องการฮาร์ดแวร์ระดับไฮ-เอ็นต์ ในการทำงาน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีในเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับไฮ-เอ็นต์ ที่ราคาแพง(มาก)เท่านั้น

Expanded Hardware Support

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations สามารถรันบนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง (High performance configurations) ซึ่งรวมถึงซีพียูเกรดเซิร์ฟเวอร์ เช่น Intel Xeon และ AMD Opteron (ปกติจะต้องใช้ Windows Server)

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations สนับสนุนซีพียูได้สูงสุด 4 ตัว (ซีพียูทางกายภาพ) และสนันสนุนหน่วยความจำได้ 6 TB ในขณะที่ Windows 10 Pro สนับสนุนซีพียูได้สูงสุด 2 ตัว (ซีพียูทางกายภาพ) และสนันสนุนหน่วยความจำได้ 2 TB

สรุป

Windows 10 Pro สำหรับ Workstations เป็น Windows ฝั่งลูกข่ายที่มีฟีเจอร์ในระดับแม่ข่าย แต่การใช้ประโยชน์ฟีเจอร์เหล่านั้นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ระดับไฮ-เอ็นต์ ในการทำงาน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีในเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับไฮ-เอ็นต์ ที่ราคาแพง (มากๆๆๆ) เท่านั้น

หมายเหตุ:

  • ค่า latency มีผลโดยตรงกับประสบการณ์ของผู้ใช้ โดยเฉพาะการใช้งานแบบเรียลไทม์ อย่างเช่น VoIP, Video Call ฯลฯ)
  • Storage Spaces เป็นฟีเจอร์ใน Windows 10 ที่ให้ผู้ใช้รวมฮาร์ดไดรฟ์หลายตัวเข้าเป็นไดรฟ์เสมือนตัวเดียว ฟีเจอร์นี้สามารถมิเรอร์ข้อมูลข้ามไดรฟ์เพื่อการสำรองข้อมูล (redundancy) หรือรวมไดรฟ์ทางกายภาพหลายตัวเข้าเป็นพูลเก็บข้อมูลเพียงตัวเดียว  Storage Spaces เปรียบทียบได้กับ RAID หรือ LVM บนลีนุกซ์

แหล่งอ้างอิง
Windows 10 Pro for Workstations: Power through advanced workloads
Microsoft announces Windows 10 Pro for Workstations

Comments

comments

Share.

Comments are closed.